ปลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยได้เปิดสมัยการประชุมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยมีผู้แทนจาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศกว่า 200 คนเข้าร่วม ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพมหานคร
ไฮไลต์สำคัญคือการจัดตั้งกลไกตามกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ แต่สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือการเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนสตรี คนหลากหลายทางเพศ และเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในสภาฯ ด้วย
เมื่อเสียงของคนรุ่นใหม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกตามกฎหมาย คำถามจึงไม่ใช่แค่พวกเขาจะเข้าไปนั่งอยู่ในสภาฯ ได้อย่างไร แต่คือเสียงเหล่านั้นจะมีส่วนเปลี่ยนแปลงนโยบายและกำหนดอนาคตของชุมชนชาติพันธุ์ได้มากน้อยเพียงใด วันนี้ มูฟดิ จึงชวนรับฟังเรื่องราวของตัวแทนเยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย คะฉิ่น และอ่าข่า ผู้กำลังนำประสบการณ์และข้อเสนอของตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดอนาคตชุมชน

ปิ่นมณี หาญทะเล รองประธานสภาคุ้มครองฯ คนที่ 2 สัดส่วนสตรีและเยาวชนอูรักลาโว้ย 1 ในกลุ่มชาติพันธุ์ “ชาวเล” จากภาคใต้ เล่าเป็นภาษากลางแบบกรุงเทพฯ ว่าเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ ยังไม่ค่อยเห็นเยาวชนในหมู่ผู้ชุมนุมเท่าไหร่นัก หรือบางส่วนอาจยังไม่ได้เกาะกลุ่มกันเหมือนปัจจุบันนี้
แต่สภาคุ้มครองฯ กำลังเปิดพื้นที่ให้สตรีและเยาวชนได้มีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์ และทำให้ได้รู้ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่ได้ไร้จิตสำนึกรักบ้านเกิดตัวเอง” มีการช่วยกันนำเสนอนโยบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะการนำอัตลักษณ์หรือภาษาถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่ถูกกดทับจากสังคม หรือถูกล้อเลียน ไม่รู้สึกแปลกแยก
เหตุการณ์เลือกปฏิบัติเกิดขึ้นอยู่บ้าง ครั้งที่ปิ่นมณียังเป็นเด็ก โดยผู้ที่สั่งการให้เธอไป “ขนทรายขนหิน” คือครูในโรงเรียน การใช้แรงงานเด็กกลุ่มหนึ่ง มอบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกับเด็กกลุ่มหนึ่ง จนทำให้เด็กบางคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือทำได้ช้ากว่าเกณฑ์ เธอมองว่านี่คือการด้อยคุณค่านักเรียนชาติพันธุ์
เมื่อการศึกษา “ที่ดี” เข้าไม่ถึงพื้นที่ของเธอ ปิ่นมณีจำเป็นต้องย้ายมาเรียนในตัวเมือง ด้วยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยกระทรวงศึกษาธิการ ที่นักเรียนและครูทั่วประเทศยึดเป็นหลัก ภาษาที่ถูกสอนและ “ถูกใช้สอน” คือภาษากลางกรุงเทพฯ ครูในโรงเรียนแทบจะไม่ปลูกฝังหรือพูดภาษาถิ่นกับนักเรียนเลย เป็นหนึ่งเหตุผลว่าทำไมเธอถึงพูดภาษาใต้ไม่ได้ ทั้งที่เป็นคนใต้แท้ๆ
เรื่องนี้เธอไม่กล่าวโทษครู เพราะมองว่าปัญหาอยู่ที่หลักสูตรการเรียนการสอนขณะนั้น ต่อให้มีครูเป็นคนชาติพันธุ์หรือครูคนท้องถิ่น ก็ไม่สามารถสอนเกี่ยวกับอัตลักษณ์หรือภาษาถิ่นให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ เพราะมันไม่มีในหลักสูตร
ในปัจจุบันมีโรงเรียนหลายแห่งที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน (Mother Tongue-Based Multilingual Education) โดยมุ่งเน้นไปที่เด็กเล็กชั้นอนุบาล-ประถม เพื่อให้นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษาของตัวเอง สามารถสื่อสารในชีวิตประจำวันกับครอบครัว ปรับตัวเข้ากับสังคมนอกชุมชน และเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วยกันได้ โดยไม่ต้องละทิ้งตัวตนของตัวเอง
เพียงแต่โรงเรียนเหล่านี้มักอยู่ในพื้นที่เฉพาะ ยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เช่น จังหวัดปัตตานี เป็นระบบ ทวิ-พหุภาษา ระยะแรกใช้ภาษาปัตตานี-มลายูเป็นฐาน แล้วค่อยเพิ่มภาษาไทยและภาษาอังกฤษตามระดับการศึกษา หรือพื้นที่ภาคเหนือและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ บางโรงเรียนใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรียนรู้ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ควบคู่หลักสูตรแกนกลาง สอนการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาปกาเกอะญอ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และเรียนภาษาไทยไปพร้อมกัน
นอกจากนโยบายเกี่ยวกับภาษาถิ่น ปิ่นมณียังสนับสนุนโครงการ กสศ. ซึ่งนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะประสบปัญหาด้านการเงินกลับเข้าสู่ระบบ โดยมุ่งเน้นการออกแบบหลักสูตรให้เอื้อต่อผู้เรียนมากขึ้น พื้นที่นำร่องคือเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เกาะที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและผู้คนที่เข้ามาทำงานหาเงินเพื่อใช้ชีวิตหรือเรียนต่อ แต่เมื่อการศึกษาหลักสูตรทั่วไปไม่ตอบโจทย์ โครงการจึงพัฒนาหลักสูตรระยะเวลา 6 เดือน ให้สอดคล้องกับเวลาทำงานในช่วงฤดูท่องเที่ยว โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนออนไลน์อย่างเต็มที่ในช่วง Low Season และทำงานหาเงินในช่วง High Season ก่อนเข้าสอบแบบ On-site เพื่อให้สามารถเรียนจบได้เช่นเดียวกับนักเรียนในระบบการศึกษาภาคปกติ โดยปิ่นมณีกล่าวทิ้งท้ายว่า
“การเข้ามาเป็นผู้แทนสำหรับเราเป็นความท้าทายนะ จะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย เราเองต้องหารือกับสัดส่วนเยาวชนต่อไป ส่วนผู้อาวุโสก็มาคุยกันอีกที เพื่อผลักดันนโยบายที่เยาวชนอยากทำ”

นักศึกษาหญิงอายุ 19 ปี สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชาติพันธุ์ สัดส่วนเยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น ก็สนใจประเด็นด้านภาษาไม่น้อยไปกว่าปิ่นมณี เนื่องจากเธอเป็นตัวแทนของ ระวาง ชาติพันธุ์กลุ่มย่อยเล็ก ๆ ของคะฉิ่นอีกทีหนึ่ง ซึ่งมีประชากรไม่มากนักใน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในสังคมที่ต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลัก โรงเรียนสอนแต่หลักสูตรไทย ทำให้ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาแม่ ถึงขั้นว่า
“เด็กในชนเผ่าบางคนไม่รู้จักภาษาแม่เลยด้วยซ้ำ”
เมื่อมีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแทน ภาษาแม่จึงเป็นหัวข้อแรก ๆ ที่เธอต้องการจะผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะนั่นคือหนึ่งในอัตลักษณ์ที่เห็นควรต้องรักษาไว้ ถัดมาเป็นเรื่องการสร้างโอกาสในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่ควรจะได้รับ ด้วยว่าเพื่อนของเธอบางคนไม่มีสัญชาติ หรือบางคนมีใบเกิดแต่ไม่ได้ไปทำบัตรประชาชน หรือบางคนไม่มีอะไรเลย เพราะพ่อแม่ของพวกเขาขาดความรู้ด้านนี้ จึงไม่ได้ไปดำเนินการให้
ซึ่งการทำงานในพื้นที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเธอยังเป็นเพียงนักเรียน ม.ปลาย นับจากวันที่เริ่มเข้าร่วมโครงการส่งเสริมและขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เธอพยายามทำคืออะไร แต่ภายหลังเมื่อเธอพิสูจน์ได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง จากตอนแรกที่แทบไม่มีใครรู้จักรากเหง้าของตัวเอง จนพี่ ๆ น้อง ๆ ในชนเผ่าสนใจภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมมากขึ้น ทั้งยังไม่กระทบต่อการเรียน ที่บ้านจึงเปิดใจ
“ถึงแม้จะแค่อยู่ปี 1 ก็ตาม แต่ก็อยากให้เยาวชนกับผู้ใหญ่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเท่าเทียมกัน และได้รับการรับฟังมากยิ่งขึ้น”
เธอมองว่า การที่เธอและเยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จะเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ของตัวเองเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถ เธอเคยมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและทำงานร่วมกับเยาวชนจากหลายกลุ่ม จึงเห็นแล้วว่าพวกเขามีทั้งความคิดและความสามารถเพียงใด แต่อาจยังไม่มีพื้นที่ที่เปิดให้พวกเขาได้แสดงออกอย่างเต็มที่ เธอมั่นใจเสมอว่า
“เยาวชนมีศักยภาพมากพอที่จะไปอยู่ที่ตรงนั้น (ทำงานขับเคลื่อนสังคม) ได้แน่นอน”

มาริสา ยาแปงกู่ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชาติพันธุ์ สัดส่วนเยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า เริ่มทำโครงการหนึ่งในชื่อว่า “Risen Roots” เป็นค่ายสนับสนุนกระบวนการทางความคิดของเยาวชนชาติพันธุ์ โดยพยายามเชื่อมโยงฐานใจ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ และความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ไว้ด้วยกันให้ได้
เธอเล่าจากประสบการณ์วัยเด็กของตัวเอง ที่จำเป็นต้องเลือกเข้าระบบการศึกษาไทย แล้วรับการพัฒนาด้านต่าง ๆ จนออกห่างจากรากของตัวเอง โครงการนี้จึงทำขึ้นเพื่อเป็นกระบะทรายทางความคิด ให้เยาวชนมีทั้งความมั่นคงทางใจ ทางคุณค่าของตัวเอง อีกนัยหนึ่งคือมีความมั่นคงทางอัตลักษณ์
หลังจากเรียนจบวิทยาลัยโลกคดีศึกษาและการประกอบการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาริสาใช้เวลาพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง ในพื้นที่บ้านเกิด จังหวัดเชียงราย อย่างต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี
“เราเป็นเด็ก แล้วเราก็เป็นผู้หญิงอีก โดยวัฒนธรรมของเราถ้าไม่ยืนหยัดตั้งแต่แรกก็ประมาณนั้นอยู่แล้ว”
เธอพูดถึงเหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่อนุญาตให้เข้าร่วมเวทีขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ ทำให้เธอมีส่วนร่วมหลายอย่าง ตั้งแต่เสิร์ฟน้ำ จัดแจงดูแลความเรียบร้อย และอื่น ๆ ขาดอยู่แค่สิ่งหนึ่ง สิ่งสำคัญที่เธอต้องการจริง ๆ นั่นคือ “พื้นที่” ในการแสดงความคิดเห็นหรือการรับฟังความคิดเห็นที่แท้จริงของเธอ อีกทั้งคนในพื้นที่ยังไม่เปิดใจ จนกระทั่งเสียงของเธอได้รับการยอมรับจากภายนอก
หลังจากนั้นการผลักดันโครงการเสริมสร้างพลังสตรีชนเผ่าจึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของคณะทำงาน และชุมชน
โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป จากกลุ่มชาติพันธุ์ 6 ชนเผ่าในจังหวัดเชียงราย และเชียงตุงในรัฐฉานของเมียนมาร์ ส่งเสริมให้ผู้หญิงกลับมาเห็นคุณค่าในตัวเอง ให้เขาได้ทบทวนใจ ว่านอกจากเป็น “ลูกสาวของคนนั้น” เป็น “ภรรยาคนนี้” แท้จริงเขาเป็นใครและต้องการอะไรในชีวิต
“ไม่เหลือ” คือคำตอบเมื่อถูกถามว่าโครงการเพื่อสตรีชนเผ่าเคยถูกทัดทานคัดค้านเพราะความเข้าใจคลาดเคลื่อนบ้างหรือไม่
เธอมองว่าโครงการนี้เป็นเพียงพื้นที่กลางทางความรู้สึก เพื่อสร้างคุณค่าบางอย่างให้แก่ผู้หญิงที่เข้าร่วม และใช้เชื่อมโยงคนอ่าข่าที่มีความเชื่อต่างกัน ให้เข้าหากันได้ แต่กลับต้องเผชิญหน้าการต่อต้านจากผู้ชาย หรือผู้ที่มีความเชื่อต่างศาสนา ด้วยว่าสังคมที่เธออยู่ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ แต่กลุ่มคนที่ขับเคลื่อนในสัดส่วนอ่าข่าซึ่งเธอทำงานด้วยส่วนใหญ่นับถือศาสนาดั้งเดิม เมื่อมีคำว่า “ฐานใจ” หรือ “นั่งสมาธิ” โผล่ขึ้นมา ก็หลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามไม่ได้ว่า เธอกำลังพยายามชักชวนคนให้เข้าร่วมศาสนาอื่นหรือไม่
แต่หลังจากพาทุกคนทำความรู้จักฐานใจ ชุมชนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ตัวแทนเยาวชนอ่าข่ากล่าวว่า “มันก็มีการสะอึกของผู้หญิงมากขึ้น”
ผู้หญิงบางคนสะท้อนว่าเขาพูดกับสามีดีขึ้นเพราะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองกว่าเดิม หรือผู้หญิงชนเผ่าบางคนที่อาจเคยถูกกดทับมาก่อนในอดีต บางอย่างที่เขาไม่ชอบในวันนั้น แต่วันนี้เขากลับส่งต่อการกดทับให้คนรุ่นใหม่แบบไม่รู้ตัว เขาก็นึกได้และเข้าใจในตอนนี้
ผลตอบรับดี โครงการก็สามารถดำเนินการต่อไป ครั้งนี้เธอและคณะทำงานกำลังขยายเป้าหมายไปที่ศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ในรูปแบบ Flexible Learning หรือการเรียนรู้แบบผสมผสานที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้เยาวชนรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง โดยพร้อมโอบรับ ไม่ว่าจะชนชาติพันธุ์ไหน ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเชื้อสายใด หรือแม้แต่คนที่ไร้สัญชาติก็ตาม เพื่อสร้างสังคมที่มีการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และสามารถเป็นพลเมืองที่เคารพความแตกต่าง รู้สิทธิ์และหน้าที่ (Active Citizen) โดยไม่ต้องละทิ้งรากเหง้าของตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การมีตัวแทนเยาวชนในสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มชื่อคนรุ่นใหม่เข้าไปในโครงสร้าง แต่ต้องหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้บอกเล่าปัญหาจากประสบการณ์ของตัวเอง ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นอยู่ เสนอทางเลือก และมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของชุมชน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ใหญ่เป็นผู้พูดแทนหรือคิดแทนคนรุ่นใหม่เพียงฝ่ายเดียว เพราะคนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับอนาคตที่ถูกกำหนดขึ้นในวันนี้ คือพวกเขาเอง
เนื้อหาโดย : แพนไม่ใช่พัน
ภาพถ่าย : เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง