ถ้าคุณส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน คุณควรมีสิทธิเลือกคนไปบริหารเงินก้อนนั้นหรือไม่? สำหรับผู้ประกันตนกว่าล้านคนในประเทศไทย คำตอบคือไม่มี
ศูนย์สารสนเทศ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ได้มีการเผยแพร่สถิติจำนวนผู้ประกันตนในปี พ.ศ. 2569 พบยอดยอดสุทธิกว่า 24.7 ล้านราย ประเภทที่มีจำนวนผู้ประกันตนมากที่สุดคือ มาตรา 33 หรือ “ลูกจ้าง”ตามนิยามของกฎหมายแรงงาน จำนวนมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งในจำนวนเหล่านี้มากกว่า 10% หรือคิดเป็น 1.3 ล้านคน ของกลุ่มผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือ แรงงานข้ามชาติ* ที่เข้ามาทำงานถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุน 5% เท่าคนไทยจนได้ป้าย "ผู้ประกันตน" มาห้อยคอ ... แต่อย่าหวัง ว่าจะได้ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกับเขาเลย
การเลือกตั้งครั้งคณะกรรมการประกันสังคม จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งมีเวลาให้ผู้ประกันตนและนายจ้างลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2569 แต่นี่เป็นครั้งที่สองของการเลือกตั้งแล้วที่ผู้ร่วมจ่าย ไม่มีสิทธิร่วมกำหนดคนมาบริหารทรัพยากรในการดูแลตนผ่านการเลือกตั้ง (ครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 66) ทั้งที่เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกส่งเข้าสู่กองทุนเดียวกัน ไม่ได้แยกกองทุนสำหรับคนไทยกับชาวต่างชาติ
เพราะคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้คือ "มีสัญชาติไทย" เงื่อนไขนี้กำหนดไว้ใน ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 ข้อ 16 โดยนอกจากต้องมีสัญชาติไทยแล้ว ยังต้องเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามทวงถามของเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านแรงงานข้ามชาติ ผ่านไปยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนเป็นข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล ให้กำหนมาตรการโดยคำนึงถึงหลักการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย
แต่มติคณะรัฐมนตรี ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ครั้งนั้นยืนยันว่า ‘สิทธิของผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ในด้านอื่น ๆ จะมีสิทธิเพียงใด ย่อมเป็นไปตามอำนาจอธิปไตยของรัฐที่จะกกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ต่าง ๆ โดยตราเป็นกฎหมายใช้บังคับตามความเหมาะสมกับสภาพสังคมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและ ความมั่นคงของประเทศ แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ หรือบุคคลย่อมมีเสรีภาพ แต่คำว่าบุคคลในมาตราเหล่านั้นหมายถึง ชนชาวไทย ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น’ **
ขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความเห็นของ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group: MWG) ที่ระบุในคราวร่วมจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการ Committee on the Elimination of Racial Discrimination (CERD) ของสหประชาชาติ ที่ให้สาระสำคัญว่า การกำหนดเงื่อนไขด้านสัญชาติที่ทำให้แรงงานข้ามชาติซึ่งเป็นผู้ประกันตนเข้าถึงสิทธิหรือมาตรการบางอย่างไม่ได้ ทั้งที่จ่ายเงินสมทบภายใต้กติกาเดียวกับคนไทย เป็นการเลือกปฏิบัติที่ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
ด้านหนึ่งในลูกจ้างชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานในพื้นที่อำเภอแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาแล้วถึง 15 ปี โดยที่ผ่านมาเพิ่งเคยใช้สิทธิที่โรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เธอกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“รู้สึกถูกเสียดาย เพราะผู้ประกันตนแรงงานข้ามชาติมีเป็นล้านคน พอไม่ให้เราเลือกเบอร์เลือกบอร์ดเลย ปัญหาที่เจอในการใช้บริการประกันสังคมต่าง ๆ มันก็จะไม่ถูกแก้ สิ่งที่เราทำได้ก็แค่ไปรับบริการที่เสี่ยงต่อการถูกด่า เพื่อนเราบางคนไปใช้สิทธิเฉย ๆ เคยถูกไล่กลับบ้านเพราะคุยกันคนละภาษาก็มี ดังนั้น ถ้ารอบนี้ยังเลือกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยควรรับฟังความคิดเห็นของพวกเราแรงงานด้วย”
ขณะที่สุธิดา หังหนู หนึ่งในตัวแทนนายจ้าง ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในย่านมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ระบุสั้น ๆ ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่กีดกันลูกจ้างแรงงานข้ามชาติในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
“ถ้าในฐานะที่เขาเป็นลูกจ้าง ก็ควรมีสิทธิในความเป็นลูกจ้างเหมือนกันแม้จะเป็นแรงงานข้ามชาติ เรื่องนี้ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ตัดสิทธิแรงงาน ดังนั้น จึงต้องฝากคณะกรรมการชุดใหม่ที่จะได้รับเลือกเข้าไปดูรายละเอียดแล้วแก้ไขให้มันเป็นแบบที่ควรด้วย”

ข้อวิจารณ์และถกเถียงนี้ ไม่ได้อยู่ที่การได้รับสิทธิประโยชน์ เพราะผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคมเช่นเดียวกับผู้ประกันตนไทย แต่การตัด “สิทธิในการมีส่วนร่วม” โดยเฉพาะการกำหนดบุคคลผู้เข้าไปมีส่วนกำกับดูแลกองทุนที่ตนเองร่วมจ่ายเงิน ถือเป็นการปฏิเสธคนทั้งกลุ่มแบบ “เหมารวม” เพราะหากแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ประกันตน ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดียวกัน และได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของคณะกรรมการประกันสังคมเหมือนกับผู้ประกันตนไทยทุกประการ การตัดสิทธิไม่ให้พวกเขาเลือกผู้แทนของตนเองเพียงเพราะไม่มีสัญชาติไทย เป็นความแตกต่างที่มีเหตุผลเพียงพอแล้วหรือยัง หรือเป็นรูปแบบหนึ่งของการละเมิดสิทธิที่จำนนต้องทนรับ?
สุดท้าย สำหรับข้อโต้แย้งที่มักเกิดขึ้นเสมอในสังคมว่า "หากไม่พึงพอใจในกติกา ก็ควรกลับประเทศต้นทางไป" นั้น อาจเป็นมุมมองที่ละเลยความจริงทางเศรษฐกิจและหลักสากลไป จนถึงมองข้ามหัวอำนาจรัฐที่พวกตัวเองสถาปนาอย่างปราศจากความรับผิดชอบ ตามสำนวน “น้ำลายไม่มีราคา” เพราะรัฐไทยเองเป็นผู้เปิดให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย กำหนดให้พวกเขาเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมาย และเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนเดียวกับแรงงานไทย ง่ายกว่าการต่อว่าด่าทอโดยไร้ความรับผิดชอบ คือ การร่วมส่งเสียงให้รัฐระงับนโยบายอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายเสีย เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ควรถูกจำกัดด้วยเส้นพรมแดน หรือจำกัดด้วยคำว่า “สัญชาติ” เท่านั้น
วันนี้ แรงงานข้ามชาติอาจไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่พวกเขาเป็น "ผู้มีส่วนจ่าย" มาโดยตลอด และตราบใดที่รัฐยังสักแต่ให้จ่ายตะพึดตะพือ แต่ไม่หืออือกับการให้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคต คำถามเรื่องความเป็นธรรม คงยังไม่หายไปพร้อมกับผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในปีนี้
______________________________________
*สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) / ลดลงกว่าปี พ.ศ. 2567 กว่า 2 ล้านคน
**https://www.nia.go.th/media/pub_documents/2024/07/30_%E0%B8%81%E0%B8%84_67.pdf?utm_source=chatgpt.com